แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายหลักที่ใช้ปกครองประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายหลักที่ใช้ปกครองประเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ปัญหาการใช้กฎหมาย ความจำเป็นที่จะต้องรู้และปฏิบัติตนตามกฎหมาย




กฎหมายในประเทศไทยมี่อยู่มากมายปัญหาในการใช้กฏหมาย คือ ควรประกาศให้ชัดเจนว่ามาตราใดยกเลิกหรือมาตราใดยังใช้อยู่ เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนอยู่กับตัวกฏหมาย
ความจำเป็นในการรู้กฏหมายต้องรู้ให้มากเนื่องจากสังคมในปัจจุบันมีกลโกงมากมายและมักจะมีพวกชอบฉวยโอกาสที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างของกฏหมายอย่างน้อยเราก็ควรรู้กฏหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

การอุดช่องว่างของกฎหมาย
การอุดช่องว่างของกฎหมาย มี 2 วิธี

๑.ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ให้ใช้หลักเกณฑ์ทั่วไป
๒.มีกฎหมายบัญญัติไว้ ให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดหลักเกณฑ์ให้นำประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ ถ้ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้
ตามพระราชบัญญัติการขัดกันแห่งกฎหมาย กำหนดให้ใช้กฎหมายทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ แผนกคดีบุคคลอุดช่องว่าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดหลักเกณฑ์ว่าถ้าไม่มีบทกฎหมายที่จะแยกมาปรับแก่คดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามครรลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีให้วินิจฉัยคดีเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายนั้นก็ไม้มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

การตีความ การตีความมี 2 กรณี
หลักการตีความในกฎหมายทั่วไป

ตีความตามตัวอักษร คือ การหยั่งทราบความหมายของตัวอักษรนั้น
ตีความตามเจตนารมณ์ คือ การหยั่งทราบความหมายของถ้อยคำ ในบทกฎหมายจากเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของกฎหมายนั้น

หลักการตีความ ในกฎหมายพิเศษ
ต้องตีความตัวอักษรโดยเคร่งครัด
ห้ามขยายความให้เป็นโทษ
ต้องตีความให้ผลดีแก่ผู้ต้องหา

การใช้กฎหมาย

กฎหมายใช้กับใคร
ใช้กับทุกคนที่อาศัยอยู่ในรัฐนั้น

กฎหมายใช้ที่ไหน
ใช้ในราชอาณาจักร
ราชอาณาจักร ได้แก่
๑. ส่วนของประเทศที่เป็นพื้นดิน แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง บาง
๒. ส่วนของทะเลอันเป็นอ่าวไทย และส่วนที่ห่างออกจากชายฝั่ง ๒๐๐ ไมล์ทะเล
๓. พื้นอากาศ เหนือ ข้อ ๑ และ ๒
สำหรับการกระทำความผิดบนอากาศยานไทย และเรือไทย ไม่่ว่าจะอยู่ที่ไหน ให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักรไทย และจะถูกลงโทษโดย กฎหมายไทย

กฎหมายใช้เมื่อไร
ใช้ตั้งแต่กำหนดให้มีผลบังคับใช้ การกำหนดให้กฎหมายมีผลบังคับใช้นั้น ก็จะมีหลายลักษณะ เช่น
๑. บังคับใช้ทันทีในวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
๒. มีผลบังคับในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
๓. มีผลบังคับเมื่อพ้นระยะเวลา ที่กำหนดเอาไว้ในกฎหมายนั้น ๆ เช่น เมื่อพ้นกำหนด ๓๐ วันแล้ว จึงมีผลบังคับใช้ โดยทั่วไปจะเป็นกฎหมายที่ต้องการให้
เ้จ้าหน้าที่ และประชาชน ได้เตรียมตัวเพื่ออยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัย ต้องให้เวลา
เพื่อบริษัทสามารถผลิต และประชาชน จะได้ซื้อหาหมวกให้ได้ทั่วถึงเสียก่อน จึงจะบังคับใช้กฎหมาย

การยกเลิกกฎหมาย
โดยทั่วไปการยกเลิกกฎหมาย จะมี 2 ลักษณะ คือ
1. ยกเลิกโดยตรง
2. ยกเลิกโดยปริยาย
การยกเลิกโดยตรง คือ การระบุยกเลิกกฎหมายนั้น ๆ ไว้ในกฎหมายฉบับที่ออกมาใช้บังคับใหม่ เป็นลักษณะการออกกฎหมายใหม่มายกเลิกกฎหมายเก่านั่นเอง
ส่วนการยกเลิกโดยปริยาย คือ การที่กฎหมายฉบับนั้น ๆ เลิกบังคับใช้ไปเอง โดยที่ไม่ต้องมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมา ระบุหรือบัญญัติให้ยกเลิกแต่ประการใด
นั่นคือ กฎหมายฉบับดังกล่าว อาจมีกำหนดระยะเวลาในการบังคับใช้เอาไว้ในตัวมันเอง ดังนั้นเมื่อหมดระยะเวลาตามที่ระบุ ก็ถือว่ากฎหมายถูกยกเลิกไปเองโดยป ริยาย

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน





มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕
(๒) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๑๐ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
(๓) พระราชบัญญัติแก้ไขเพมิ่ เติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่
๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๑๗
(๔) พระราชบัญญัติแก้ไขเพมิ่ เติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่
๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๗
(๕) พระราชบัญญัติแก้ไขเพมิ่ เติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่
๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๗
(๖) พระราชบญั ญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่
๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๙
(๗) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐
การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง
มาตรา ๗ ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ดังนี้
(๑) สำนักนายกรัฐมนตรี
(๒) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง
(๓) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง
(๔) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่
สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง
สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง
ส่วนราชการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) มีฐานะเป็นนิติบุคคล
มาตรา ๘๓ การจัดตั้ง การรวม หรือการโอนส่วนราชการตามมาตรา ๗ ให้ตรา
เป็นพระราชบัญญัติ
การจัดตั้งทบวงโดยให้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง ให้ระบุการสังกัด
ไว้ในพระราชบัญญัติด้วย
การจัดตั้งกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งไม่สังกัด
สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ให้ระบุการไม่สังกัดไว้ในพระราชบัญญัติด้วย
มาตรา ๘ ทวิ๔ การรวมหรือการโอนส่วนราชการตามมาตรา ๗ ไม่ว่าจะมีผลเป็น
การจัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่หรือไม ่ ถ้าไม่มีการกำหนดตำแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือ
ลูกจ้างเพิ่มขึ้นให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้ระบุอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ การโอน
อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งส่วนราชการหรือเจ้าพนักงานที่มีอยู่เดิม การโอน
ข้าราชการและลูกจ้าง งบประมาณรายจ่าย รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินเอาไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและสำนักงบประมาณมีหน้าที่
ตรวจสอบดูแลมิให้มีการกำหนดตำแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการที่
จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือที่ถูกรวมหรือโอนไปตามวรรคหนึ่ง เพิ่มขึ้นจนกว่าจะครบกำหนดสามปีนับแต่
วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งมีผลใช้บังคับ

การประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุง
ระบบบริหารราชการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและการให้บริการ
แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยกำหนดให้การบริหารราชการแนวทางใหม่ต้องมีกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแผนการปฏิบัติงานเพื่อให้สามารถประเมินผลการปฏิบัติราชการ
ในแต่ละระดับได้อย่างชัดเจน มีกรอบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการกำกับการ


กำหนดนโยบายและการปฏิบัติราชการ และเพื่อให้กระทรวงสามารถจัดการบริหารงานให้เป็นไป
ตามเป้าหมายได้ จึงกำหนดให้มีรูปแบบการบริหารใหม่ โดยกระทรวงสามารถแยกส่วนราชการ
จัดตั้งเป็นหน่วยงานตามภาระหน้าที่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสอดคล้องกับเป้าหมายของงาน
ที่จะต้องปฏิบัติ และกำหนดให้มีกลุ่มภารกิจของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีงานสัมพันธ์กัน เพื่อที่จะ
สามารถกำหนดเป้าหมายการทำงานร่วมกันได้ และมีผู้รับผิดชอบกำกับการบริหารงานของกลุ่ม
ภารกิจนั้นโดยตรงเพื่อให้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมทั้งให้มีการประสานการ
ปฏิบัติงาน และการใช้งบประมาณเพื่อที่จะให้การบริหารงานของทุกส่วนราชการบรรลุเป้าหมาย
ของกระทรวงได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน มีการมอบหมายงานเพื่อลดขั้นตอนปฏิบัติราชการ และสมควรกำหนดการบริหารราชการในต่างประเทศให้เหมาะสมกับลักษณะการ
ปฏิบัติหน้าที่และสามารถปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วและมีเอกภาพ โดยมีหัวหน้าคณะผู้แทนเป็น
ผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการ นอกจากนี้ สมควรให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อ
เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดูแลการจัดส่วนราชการและการปรับปรุงระบบการทำงานของ
ภาคราชการให้มีการจัดระบบราชการอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ
นี้

กฎหมายหลักที่ใช้ปกครองประเทศ




กฎหมายปกครอง
กฎหมาย คือ บรรดาคำสั่ง ข้อห้าม หรือข้อบังคับ ของรัฐที่กำหนดพฤติกรรมของพลเมือง ที่ปฏิบัติต่อกัน เพื่อความสงบเรียบร้อยในสังคม ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ โดยรัฐใช้กฎหมายเป็นเครื่องกำหนดระเบียบการปกครอง เพื่อเป็นแนวทางดำเนินการ
ความสำคัญของกฎหมาย บุคคลทุกคนต้องรู้กฎหมาย จะอ้างความไม่รู้กฎหมาย เป็นข้อแก้ตัว เพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ได้
กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการบริหารปกครองประเทศ และถือเป็นแม่บท ของกฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ในการปกครอง
กฎหมายรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติ เกี่ยวกับการแบ่งอำนาจ อธิปไตยออกเป็นองค์กรทางเมืองต่าง ๆ ไว้เป็น ๓ องค์ (อำนาจ) คือ
๑. อำนาจนิติบัญญัติ
๒. อำนาจบริหาร
๓. อำนาจตุลาการ
นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติ เกี่ยวกับที่มาของแต่ละอำนาจ หน้าที่ของแต่ละอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันมิให้แต่ละองค์กร ใช้อำนาจและหน้าที่ จนทำให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ได้รับความเดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรม
การแบ่งประเภทของกฎหมายตามนิติสัมพันธ์
๑. กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชน
๒. กฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน
การแบ่งประเภทของกฎหมายตามเนื้อหา
๑. กฎหมายสารบัญญัติ เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคล
๒. กฎหมายวิธีสบัญญัติ เป็นกฎหมายที่กำหนดวิธีเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิและหน้าที่ของบุคคล
กฎหมายมหาชน หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชน หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างองค์กรของรัฐกับเอกชน ในฐานะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายปกครองผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และฝ่ายหนึ่งอยู่ใต้อำนาจปกครอง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง
ภารกิจของรัฐ ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ใช้อำนาจเพื่อควบคุมการใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อ ป้องกันความไม่สงบเรียบร้อย ให้บริการสาธารณะสนองความต้องการของสังคมในเรื่องที่เอกชนไม่สามารถให้บริการได้
กฎหมายปกครอง เป็นสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชน ว่าด้วย การจัดระเบียบบริหารองค์กรฝ่ายปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายปกครองกับเอกชน
กฎหมายปกครองแตกต่างกับกฎหมายอื่น คือ กฎหมายอื่นเมื่อประกาศใช้แล้วมักใช้ตลอดไปไม่แก้ไขบ่อย แต่กฎหมายปกครอง มักมีการแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมกับภาวะบ้านเมืองอยู่เสมอ
กฎหมายปกครอง หมายถึง
๑. การจัดองค์กรของรัฐ ในทางการบริหาร
๒. การกระทำทางปกครอง ระเบียบและกรรมวิธีในการบริหารราชการ
๓. มาตรการและระเบียบการควบคุมการใช้อำนาจทางการปกครอง
กฎหมายปกครอง มีเนื้อหาสำคัญ ๓ ประการ
๑. กำหนดอำนาจของหน่วยราชการต่าง ๆ
๒. กำหนดหน้าที่ของหน่วยราชการและเจ้าหน้าที่
๓. กำหนดขอบเขต และพื้นที่การใช้อำนาจ
หลักนิติรัฐ คือ หลักการปกครองโดยใช้กฎหมาย ประชาชนจะถูกละเมิดจากรัฐ หน่วยงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยปราศจากความยุติธรรมไม่ได้
เหตุที่ต้องควบคุมการใช้อำนาจรัฐ เพราะรัฐใช้อำนาจมากเกินไป และรัฐไม่ใช้อำนาจ สำหรับประชาชนมีสิทธิเท่าที่กฎหมายให้ไว้ และมีสิทธิเท่าที่กฎหมายไม่ห้าม
การดำเนินกิจกรรมของฝ่ายปกครอง ๒ ประเภท
๑. ตำรวจทางการปกครอง เป็นกระบวนการที่ฝ่ายปกครองบังคับ หรือกำหนดให้ปัจเจกชน ต้องปฏิบัติตาม เช่น การออกคำสั่งต่าง ๆ การอนุญาต การอนุมัติ การไม่อนุมัติ ฯ เพื่อ รักษาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม
๒. การบริการสาธารณะ เป็นกระบวนการที่ฝ่ายปกครองจัดหา หรือ จัดให้มี เพื่อสนองความต้องการของประชาชน เช่น ถนนหนทาง การรักษาความสะอาด ฯ
วัตถุประสงค์ของตำรวจทางปกครอง
๑. การรักษาความสงบเรียบร้อย ได้แก่ ความมั่นคงปลอดภัย ความสงบสุข สุขอนามัย ปกป้องศีลธรรม
๒. การใช้อำนาจในทางป้องกัน ได้แก่ จำกัดความเร็วของยานยนต์ การสั่งห้ามเดินขบวน ฯ
ประเภทของตำรวจทางปกครอง
๑. ตำรวจทางปกครองทั่วไป ได้แก่ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจ ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่
๒. ตำรวจทางปกครองเฉพาะด้าน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจ ดูแลในบางเรื่องเป็นกรณีพิเศษ ด้วยวิธีการพิเศษ หรือเทคนิคเฉพาะด้าน เช่น ดูแลคนต่างด้าว ดูแลเรื่องล่าสัตว์
การใช้อำนาจของตำรวจทางปกครอง
๑. ออกกฎภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ได้แก่ กฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับทั่วไป เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลได้ ผู้ฝ่าฝืนมีบทลงโทษทางอาญา
๒. การออกคำสั่งเฉพาะบุคคล เช่น การอนุญาตให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ปกติคำสั่งจะเป็นลายลักษณ์อักษร บางครั้งอาจทำด้วยวาจา หรือใช้สัญญาณ เช่น ตำรวจโบกรถให้หยุด ฯ
๓. การปฏิบัติทางกายภาพ ได้แก่ การใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งการกระทำที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม เช่น การใช้อาวุธ หรือการใช้กำลังสลายการชุมนุม
ผู้ใช้อำนาจตำรวจทางปกครอง
๑. นายกรัฐมนตรี ออกกฎเกณฑ์ที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป
๒. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้คำแนะนำแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในการใช้อำนาจของตำรวจทางปกครอง
๓. ผู้ว่าราชการจังหวัด การรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตจังหวัด ด้านจราจร กรณีเกิดภัยพิบัติ อุบัติเหตุร้ายแรง
๔.นายกเทศมนตรี กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัย ความสงบสุข
สุขอนามัย
ข้อจำกัดการใช้อำนาจตำรวจทางปกครอง ต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย (หลักนิติรัฐ) และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาล
การพิจารณาคดีของศาลปกครอง
๑. การตรวจสอบวัตถุประสงค์ ศาลมักจะเพิกถอนมาตรการที่กำหนดเพื่อวัตถุด้านอื่น ๆ นอกเหนือ ด้านรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงปลอดภัย ความสงบสุข สุขอนามัย
๒. การตรวจสอบเหตุผล คำสั่งหรือมาตรการต่าง ๆ ต้องชอบด้วยกฎหมาย เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและเหตุการณ์นั้นมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
การตรวจสอบตำรวจทางปกครอง
๑. ตุลาการศาลปกครอง เพิกถอนกฎหรือคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย
๒. ผู้พิพากษาศาลแพ่ง การกระทำความผิดเป็นการส่วนตัว และการกระทำนอกเขตอำนาจ
๓. ผู้พิพากษาศาลอาญา การกระทำเกินขอบอำนาจ การกระทำความผิดตามกฎหมายอาญา
๔.การควบคุมภายในฝ่ายปกครอง โดยผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่
อำนาจของตำรวจทางปกครอง มีอำนาจมากขึ้น บางกรณีเป็นอำนาจเด็ดขาด
๑. เกิดสงครามหรือเกิดจลาจล
๒. ประกาศกฎอัยการศึก
๓. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน